เมื่อมีใครคนหนึ่งจากไป สิ่งที่ทิ้งไว้มักไม่ใช่แค่ความทรงจำ แต่คือ “มรดก” หลายครอบครัวต้องเผชิญกับทางตันในการโอนทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน เงินในบัญชี หรือหุ้น เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ จะเรียกหา “คำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก” วันนี้เราจะมาสรุปขั้นตอนสำคัญและประเด็นความขัดแย้งที่ควรระวังครับ

ทำไมต้องมี “ผู้จัดการมรดก”?

ผู้จัดการมรดกคือบุคคลที่ศาลแต่งตั้งให้มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมทรัพย์สิน จัดสรรแบ่งปันให้กับทายาท และชำระหนี้สินของผู้ตายให้เรียบร้อย หากไม่มีผู้จัดการมรดก ทายาทมักจะทำธุรกรรมกับธนาคารหรือสำนักงานที่ดินได้ยากลำบาก


5 ขั้นตอนการขอตั้งผู้จัดการมรดก

  1. รวบรวมเอกสาร: เตรียมใบมรณบัตร, ทะเบียนบ้าน, เอกสารทรัพย์สิน และบัญชีเครือญาติให้ครบถ้วน
  2. ยื่นคำร้องต่อศาล: ทนายความจะยื่นคำร้องต่อศาลที่ผู้ตายมีภูมิลำเนาอยู่ก่อนเสียชีวิต
  3. ประกาศโฆษณา: ศาลจะสั่งให้ประกาศทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ทายาทหรือเจ้าหนี้คนอื่นทราบ (กรณีจะคัดค้าน)
  4. ไต่สวนคำร้อง: ศาลจะนัดไต่สวนเพื่อดูว่าผู้ขอมีคุณสมบัติครบถ้วนและเหมาะสมหรือไม่
  5. ออกคำสั่งศาล: เมื่อศาลเห็นชอบจะออกคำสั่งแต่งตั้ง และรอจนกว่าคดีจะถึงที่สุด (ประมาณ 1 เดือน) เพื่อขอ “ใบสำคัญแสดงคดีถึงที่สุด” ไปใช้ทำธุรกรรม

ข้อพิพาทที่พบบ่อย (จุดเริ่มต้นของความร้าวฉานในครอบครัว)

แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องการจัดการเอกสาร แต่ในทางปฏิบัติมักมีข้อพิพาทเกิดขึ้น ดังนี้:

1. การแย่งกันเป็นผู้จัดการมรดก บ่อยครั้งที่ทายาทแต่ละฝ่ายไม่ไว้วางใจกัน ต่างฝ่ายต่างยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกคนเดียว จนกลายเป็นคดีความที่ต้องพิสูจน์กันว่าใครเหมาะสมกว่ากัน

2. ทายาทบางคน “ถูกลืม” กรณีผู้ตายมีครอบครัวหลายสาย หรือมีบุตรนอกกฎหมายที่รับรองแล้ว ทายาทสายหลักอาจไม่ระบุชื่อทายาทเหล่านี้ในบัญชีเครือญาติ นำไปสู่การฟ้องคัดค้านและเพิกถอนผู้จัดการมรดกในภายหลัง

3. ผู้จัดการมรดก “ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน” นี่คือปัญหาที่รุนแรงที่สุด เมื่อได้รับแต่งตั้งแล้ว ผู้จัดการมรดกบางรายกลับโอนทรัพย์สินเป็นของตนเอง หรือไม่ยอมแบ่งให้ทายาทคนอื่นตามสิทธิ ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องในข้อหา “ยักยอกมรดก” ซึ่งมีโทษทางอาญา

4. ข้อสงสัยเรื่อง “พินัยกรรม” มีการนำพินัยกรรมที่สงสัยว่าปลอม หรือพินัยกรรมที่ทำขึ้นในขณะที่ผู้ตายไม่มีสติสัมปชัญญะมาอ้าง เพื่อตัดสิทธิทายาทคนอื่น


💡 ข้อแนะนำจากนักกฎหมาย

  • ความเป็นกลางคือหัวใจ: หากทายาทตกลงกันไม่ได้ การตั้ง “ผู้จัดการมรดกร่วม” หรือให้บุคคลกลางที่เป็นที่ยอมรับดำเนินงานอาจเป็นทางออกที่ดีกว่า
  • ความโปร่งใส: ผู้จัดการมรดกควรจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกและแจ้งความคืบหน้าให้ทายาททุกคนทราบเป็นระยะเพื่อลดความระแวง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: การมีทนายความช่วยดำเนินการไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องเอกสาร แต่ยังช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะบานปลายถึงขั้นตัดพี่ตัดน้อง

สรุป: การตั้งผู้จัดการมรดกไม่ใช่เรื่องยาก แต่การบริหารจัดการด้วยความสุจริตและเป็นธรรมคือสิ่งที่ยากกว่า หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเรื่องมรดก การรีบปรึกษาสำนักงานกฎหมายจะช่วยรักษาผลประโยชน์และสิทธิของคุณได้อย่างถูกต้องครับ