หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “รวยไม่เกิน 3 รุ่น” หรือปัญหาความขัดแย้งในกงสีที่ทำให้ธุรกิจครอบครัวที่สร้างมานับสิบปีต้องพังทลายลง ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากขาดเงินทุน แต่เกิดจาก “ขาดกติกา” นี่คือที่มาของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมนูญครอบครัว

ธรรมนูญครอบครัวคืออะไร?

หากจะพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด ธรรมนูญครอบครัวคือ “สัญญาใจที่มีลายลักษณ์อักษร” เป็นข้อตกลงร่วมกันของสมาชิกในครอบครัวที่กำหนดแนวทางการอยู่ร่วมกัน การบริหารจัดการทรัพย์สิน และการสืบทอดธุรกิจ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ธรรมนูญครอบครัวไม่ใช่กฎหมายโดยตรง แต่เปรียบเสมือน “เข็มทิศ” ที่ทุกคนในบ้านตกลงจะเดินตาม โดยมักครอบคลุมเรื่องสำคัญ เช่น:

  • การบริหารธุรกิจ: ใครมีสิทธิ์เข้ามาทำงานบ้าง? ต้องจบวุฒิการศึกษาอะไร? และใครมีสิทธิ์ตัดสินใจ?
  • สวัสดิการสมาชิก: ค่าเล่าเรียนบุตรหลาน ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินสวัสดิการรายเดือนจะจัดสรรอย่างไร?
  • การจัดการทรัพย์สิน: ที่ดินของบรรพบุรุษ หรือหุ้นของบริษัทห้ามขายให้คนนอก หรือจะจัดการอย่างไรหากมีการหย่าร้าง?
  • ค่านิยมของตระกูล: สิ่งที่ครอบครัวให้ความสำคัญ เช่น การทำสาธารณกุศล หรือข้อห้ามบางประการที่สมาชิกต้องพึงระวัง

ใครบ้างที่ควรมี “ธรรมนูญครอบครัว”?

หลายคนคิดว่าต้องเป็นเศรษฐีระดับพันล้านเท่านั้นถึงต้องมี แต่ในความเป็นจริง “ครอบครัวที่มีเงื่อนไขดังต่อไปนี้” ควรเริ่มพิจารณาทำธรรมนูญครอบครัวได้แล้วครับ:

  1. ครอบครัวที่มีธุรกิจกงสี: มีสมาชิกหลายรุ่นทำงานร่วมกัน มีความคาดหวังและวิสัยทัศน์ที่ต่างกันระหว่างรุ่นพ่อแม่และรุ่นลูก
  2. ครอบครัวที่มีทรัพย์สินร่วมกัน: เช่น มีที่ดินมรดกผืนใหญ่ที่ยังไม่ได้แบ่ง หรือมีเงินกองกลางของตระกูลที่ต้องใช้ร่วมกัน
  3. ครอบครัวที่สมาชิกเริ่มขยายตัว: เมื่อมีลูกสะใภ้ ลูกเขย หรือหลานๆ เพิ่มเข้ามา ความซับซ้อนในการจัดการความสัมพันธ์และผลประโยชน์จะสูงขึ้นทันที
  4. ครอบครัวที่ต้องการส่งต่อคุณค่า: ไม่ใช่แค่เงิน แต่ต้องการรักษาชื่อเสียงและอุดมการณ์ของต้นตระกูลให้คงอยู่ต่อไปอย่างเป็นระบบ

ทำไมต้องทำ? ในเมื่อเราก็รักกันดี

ความรักเป็นพื้นฐานที่ดีครับ แต่ความชัดเจนคือ “เกราะป้องกัน” ความขัดแย้งในวันที่เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การเสียชีวิตของผู้นำตระกูล หรือความเห็นต่างเรื่องผลประโยชน์ ธรรมนูญครอบครัวจะช่วยลดความรู้สึก “ลำเอียง” และเปลี่ยนจากการใช้ “อารมณ์” มาใช้ “กติกา” แทน

บทสรุป

ธรรมนูญครอบครัวไม่ใช่เรื่องของการจับผิดหรือการบังคับ แต่คือการสร้าง “ความยั่งยืน” หากคุณอยากให้ธุรกิจและสายสัมพันธ์ในครอบครัวคงอยู่ไปอีกหลายรุ่น การเริ่มวางกติกาตั้งแต่วันที่ทุกคนยังคุยกันด้วยรอยยิ้ม คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดครับ