
7 จุดเสี่ยงในสัญญาที่คนทำธุรกิจมักพลาด: รู้ก่อนเซ็น ป้องกันความเสียหายหลักล้าน
ในการทำธุรกิจ “สัญญา” คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน หากเนื้อหาในสัญญามีช่องโหว่ มันก็อาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่ย้อนกลับมาทำลายธุรกิจของคุณได้จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ นี่คือ 7 จุดเสี่ยงที่ทีมกฎหมายของเรามักพบว่าผู้ประกอบการมองข้ามบ่อยที่สุดครับ
1. ขอบเขตงาน (Scope of Work) ที่ไม่ชัดเจน
ปัญหาคลาสสิกที่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง คือการเขียนขอบเขตงานแบบกว้างๆ เช่น “ให้บริการดูแลระบบจนเสร็จสิ้น” คำว่า “เสร็จสิ้น” ของแต่ละฝ่ายอาจไม่เท่ากัน
- วิธีแก้: ระบุรายละเอียดงานให้ชัดเจนเป็นข้อๆ (Milestones) และระบุว่าอะไรที่ “ไม่รวม” อยู่ในสัญญาฉบับนี้ด้วย
2. เงื่อนไขการชำระเงินที่ไม่รัดกุม
หลายธุรกิจเจอปัญหา “งานจบ เงินไม่จบ” เพราะไม่ได้ระบุเงื่อนไขการจ่ายเงินที่สัมพันธ์กับเนื้องาน หรือไม่มีมาตรการจัดการเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระ
- จุดที่ต้องระวัง: ควรระบุอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระ และสิทธิในการระงับการให้บริการหากไม่ได้รับชำระเงินตามกำหนด
3. การบอกเลิกสัญญา (Termination Clause)
หลายคนลืมเขียนว่า “จะเลิกสัญญากันได้อย่างไร” ทำให้เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พอใจ กลับไม่สามารถออกจากข้อตกลงได้โดยไม่ผิดสัญญา
- วิธีแก้: ระบุเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาให้ชัดเจน เช่น ต้องแจ้งล่วงหน้ากี่วัน หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำผิดสัญญาในข้อสำคัญถึงจะมีสิทธิบอกเลิกได้ทันที
4. ความลับทางการค้า (Confidentiality)
ในระหว่างทำธุรกิจ คุณอาจต้องเปิดเผยฐานข้อมูลลูกค้า สูตรการผลิต หรือกลยุทธ์สำคัญ หากในสัญญาไม่มีข้อกำหนดเรื่องการรักษาความลับ ข้อมูลเหล่านี้อาจรั่วไหลไปยังคู่แข่งได้
- คำแนะนำ: ควรมีบทลงโทษหรือค่าเสียหายที่ชัดเจนหากมีการละเมิดความลับทางการค้า
5. ข้อจำกัดความรับผิด (Limitation of Liability)
หากเกิดความผิดพลาดขึ้น คุณต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดหรือไม่? หากไม่ระบุเพดานความรับผิดไว้ คุณอาจต้องชดใช้จนหมดตัว
- จุดเสี่ยง: ควรระบุวงเงินสูงสุดที่ต้องรับผิดชอบ (เช่น ไม่เกินมูลค่าของสัญญา) เพื่อจำกัดความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
6. ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property)
งานที่จ้างทำ ใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์? หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่า “จ่ายเงินจ้างแล้ว ผลงานต้องเป็นของเรา” แต่ตามกฎหมายบางกรณี ลิขสิทธิ์อาจยังเป็นของผู้สร้างสรรค์หากไม่ได้ระบุไว้ในสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร
7. การระงับข้อพิพาท (Dispute Resolution)
เมื่อมีปัญหากัน ต้องไปฟ้องศาลไหน? หรือต้องใช้วิธีอนุญาโตตุลาการ? หากไม่ระบุไว้ อาจทำให้คุณต้องเสียค่าเดินทางและค่าธรรมเนียมศาลในพื้นที่ที่เสียเปรียบ
- ข้อแนะนำ: ระบุศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดี (Jurisdiction) ให้ชัดเจน เพื่อความสะดวกในการดำเนินคดี
สรุป: การเสียเวลาตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดในวันนี้ หรือให้ที่ปรึกษาทางกฎหมายช่วยตรวจทาน คือการลงทุนที่คุ้มค่ากว่าการต้องไปเสียเงินและเวลาในชั้นศาลภายหลังครับ