หลายคนมักพลาดท่าเพราะ “ความเกรงใจ” หรือ “ความรีบ” แต่ในทางกฎหมาย เมื่อคุณเซ็นชื่อไปแล้ว ย่อมถือว่าคุณยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด นี่คือ Checklist สำคัญที่คุณต้องตรวจเช็ก

1. หน้าที่ “เรา” เยอะ แต่หน้าที่ “เขา” น้อย

ลองกางสัญญาดูว่า ฝ่ายเรามีรายการสิ่งที่ต้องทำ (Obligations) ยาวเหยียดหรือไม่ ในขณะที่อีกฝ่ายเขียนไว้เพียงกว้างๆ ว่า “จะพยายามดำเนินการ” หากสัดส่วนหน้าที่ไม่สมดุลกัน นี่คือสัญญาณแรกของการถูกเอาเปรียบ

2. ค่าปรับที่ไม่เป็นธรรม (Liquidated Damages)

เช็กให้ดีว่าถ้าเราผิดนัด หรือทำงานล่าช้า ค่าปรับคำนวณอย่างไร?

  • ค่าปรับต้องสมเหตุสมผล: หากค่าปรับสูงเกินจริง (เช่น ปรับวันละ 10% ของมูลค่าสัญญา) ศาลอาจมองว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน แต่การต้องไปสู้กันในศาลก็เสียทั้งเวลาและเงิน
  • ค่าปรับต้องเป็นแบบ “สองทาง”: ถ้าเราผิดเราจ่าย แล้วถ้า “เขา” ผิดสัญญาบ้างล่ะ? เขารับผิดชอบอย่างไร?

3. เงื่อนไขการ “ยกเลิกสัญญา” (Termination)

สัญญาที่เอาเปรียบมักจะระบุให้ฝ่ายเขาบอกเลิกสัญญาได้ฝ่ายเดียว หรือบอกเลิกได้ทุกเมื่อโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

  • ควรอ่านหาคำว่า: “ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าไม่น้อยกว่า…วัน” เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีระยะเวลาเตรียมตัว

4. การจำกัดความรับผิด (Limitation of Liability)

ระวังข้อความที่ระบุว่า “คู่สัญญาไม่ต้องรับผิดชอบในความเสียหายใดๆ ทั้งสิ้น” หรือการจำกัดวงเงินชดเชยไว้ต่ำมากๆ จนไม่ครอบคลุมความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจริง หากเกิดความผิดพลาดจากความประมาทเลินเล่อของเขา

5. ข้อความกำกวม “และ/หรือ” หรือ “ตามที่เห็นสมควร”

คำพวกนี้คือ “ดาบสองคม” เพราะเปิดช่องให้มีการตีความเข้าข้างตัวเองได้สูง สัญญาที่ดีควรชัดเจน เช่น “ภายใน 7 วันทำการ” ดีกว่าคำว่า “ภายในระยะเวลาที่เหมาะสม”


ข้อแนะนำจากทนาย: หากเจอข้อความที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ หรือดูไม่เป็นธรรม อย่าเซ็นเด็ดขาด คุณมีสิทธิขอแก้ไขสัญญา (Counter-offer) หรือทำบันทึกแนบท้ายเพื่อความชัดเจน เพราะ “น้ำหมึกเพียงหยดเดียว อาจเปลี่ยนชีวิตคุณไปเป็นปี”